แว่นกรองแสงคอมและโทรศัพท์ ช่วยถนอมสายตาและลดอาการตาล้าได้จริงหรือ?

เคยสังเกตไหม? วันไหนที่ต้องนั่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ทำงานติดต่อกันหลายชั่วโมง พอกลับบ้านมามักจะรู้สึก ตาหนัก ตาล้าเหมือนคนอดนอน หรือบางครั้งก็มีอาการปวดร้าวที่กระบอกตาจนพาลไม่อยากทำกิจกรรมอื่นต่อ
อาการเหล่านี้ไม่ใช่แค่ความเหนื่อยล้าจากการโหมงานหนัก แต่มันคือสัญญาณเตือนของภาวะ Computer Vision Syndrome (CVS) เพราะพฤติกรรมการติดหน้าจอดิจิทัลตลอดเวลา กำลังบังคับให้ดวงตาของเราทำงานหนักราวกับวิ่งมาราธอน ซ้ำยังถูกโจมตีด้วยแสงสีฟ้าอย่างต่อเนื่องจนเกิดความล้าสะสม หลายคนจึงเริ่มมองหาไอเทมอย่างแว่นกรองแสงคอม หรือตัดแว่นสายตาเลนส์บลูบล็อกมาเป็นเกราะป้องกันดวงตา แต่ไอเทมเหล่านี้ช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุด และสามารถถนอมดวงตาของเราได้จริงหรือ? Opticland จะพาไปหาคำตอบกัน

แว่นกรองแสงสีฟ้า (Blue Light Glasses) คืออะไร และทำงานอย่างไร?
อธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ แว่นตากรองแสงสีฟ้าเปรียบเสมือนอุปกรณ์คัดกรองความถี่แสงประจำดวงตาของเรา โดยธรรมชาติแล้ว แสงสีฟ้าจากหน้าจอ (HEV Light) จะมีความยาวคลื่นที่สั้นและมีพลังงานสูงมาก จนสามารถพุ่งเข้าไปทำร้ายจอประสาทตาได้โดยตรง เลนส์กรองแสงจึงถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เป็นด่านตรวจที่กั้นกลางระหว่างดวงตากับหน้าจอ
ปัจจุบันเทคโนโลยีของเลนส์กรองแสงยุคใหม่ได้ถูกพัฒนาให้มีกลไกการปกป้องแบบ 2 ระดับ (Double Protection) ที่ทำงานสอดประสานกันเพื่อไม่ให้แสงร้ายหลุดรอดไปทำร้ายจอประสาทตา ดังนี้
- การดักจับในระดับโมเลกุล (Absorption Technology): ภายในเนื้อเลนส์จะมีการผสมสารโพลีเมอร์พิเศษที่มีคุณสมบัติเป็นตัวดูดซับพลังงาน คอยดักจับและสกัดคลื่นแสงในช่วงที่เป็นอันตรายเอาไว้ ไม่ให้แสงสีฟ้าพุ่งทะลุเข้าสู่เลนส์ตาและจอประสาทตาของเราได้โดยตรง
- การหักเหแสงที่ผิวสัมผัส (Reflective Coating): บริเวณผิวหน้าของเลนส์จะถูกเคลือบด้วยชั้นฟิล์มบางระดับนาโนซ้อนทับกันหลายเลเยอร์เพื่อสร้างการสะท้อนกลับ โดยจะทำหน้าที่ดีดคลื่นแสงสีฟ้าบางส่วนให้สะท้อนออกไปทันทีที่ตกกระทบหน้าเลนส์แว่น ทำให้แสงที่ทะลุผ่านเข้าไปเหลือเพียงระดับที่ดวงตาสามารถรับได้อย่างปลอดภัย โดยยังคงสีสันและความคมชัดของการมองเห็นไว้ได้อย่างครบถ้วน
5 สัญญาณเตือน! ถึงเวลาปกป้องดวงตาจากแสงหน้าจอ
ลองสำรวจตัวเองดูว่าช่วงนี้คุณมีอาการเหล่านี้หรือไม่? เพราะนี่คือสัญญาณเตือนว่าดวงตาของคุณกำลังเผชิญกับภาวะตาล้าจากการใช้หน้าจอดิจิทัล (Digital Eye Strain) และอาจถึงเวลาที่ต้องหาตัวช่วยมาปกป้องดวงตาอย่างจริงจัง
- อาการโฟกัสสะดุด (Focus Lag): เมื่อละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์เพื่อเปลี่ยนไปมองสิ่งของที่อยู่ไกลออกไป ภาพจะดูพร่าเบลอไปชั่วขณะ จนต้องพยายามกะพริบตาถี่ ๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อตาปรับโฟกัสใหม่
- แสบตา ระคายเคือง (Burning Sensation): เริ่มมีอาการตาแห้ง แสบตา หรือรู้สึกคันยุบยิบเหมือนมีฝุ่นหรือเม็ดทรายเล็ก ๆ กลิ้งอยู่ในดวงตาตลอดเวลา
- มีภาวะแพ้แสง (Light Sensitivity): เริ่มสู้แสงจ้าไม่ค่อยไหว ไม่ว่าจะเป็นแสงจากหลอดไฟในออฟฟิศ หรือแสงหน้าจอ มองแล้วมักจะเห็นแสงฟุ้งกระจายจนต้องคอยหรี่ตาเพื่อลดความจ้า
- ตาล้า (Visual Fatigue): รู้สึกหนักเปลือกตา ปวดตึงที่กระบอกตา หรือบางครั้งมีอาการปวดร้าวลามไปจนถึงบริเวณขมับ หลังจากจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ติดต่อกันเป็นเวลานาน
- วงจรการนอนรวน (Disrupted Sleep): รู้สึกตื่นตัวผิดปกติ ตาค้าง นอนหลับยากขึ้น หรือหลับไม่ค่อยสนิท ซึ่งเป็นผลกระทบจากการที่ร่างกายได้รับแสงสีฟ้ามากเกินไป จนรบกวนการหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินที่ควบคุมการนอนหลับ
Free Consultation
จบปัญหาตาล้าจากแสงหน้าจอ!
นัดวัดสายตาอย่างละเอียดเพื่อตัดแว่นกรองแสงถนอมสายตากับ Opticland วันนี้

วิธีเลือกแว่นตากันแสง ให้ได้มาตรฐานและถนอมดวงตาได้จริง
หากคุณกำลังตัดสินใจหาแว่นตากันแสงมาเป็นตัวช่วยถนอมดวงตาสักอัน ควรพิจารณาให้ถี่ถ้วนจาก 3 องค์ประกอบหลัก เพื่อให้ได้แว่นตาที่ปกป้องดวงตาได้จริงและใส่สบายที่สุด ดังนี้
1. คุณภาพของเลนส์
- ใสแต่กันแสงได้จริง: เลือกเลนส์ที่มีเทคโนโลยีการกรองแสงฝังอยู่ในเนื้อเลนส์ โดยสีของเลนส์ต้องไม่ติดเหลืองจนทำให้มองเห็นสีเพี้ยน เพื่อความสบายตาและได้ภาพที่ดูเป็นธรรมชาติที่สุด
- การเคลือบผิวเลนส์ต้องครบ: นอกจากฟังก์ชันกันแสงสีฟ้าแล้ว ควรมีสารเคลือบตัดแสงสะท้อน (Anti-Reflective) เพื่อช่วยลดเงารบกวนบนหน้าเลนส์เมื่อต้องจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ
- ค่าสายตาต้องแม่นยำ: ข้อนี้สำคัญมาก หากใส่แว่นที่ค่าสายตาไม่ตรง แม้จะคลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อย แต่ดวงตาก็จะต้องออกแรงเพ่งหนักขึ้น กระตุ้นให้เกิดอาการปวดกระบอกตามากกว่าเดิม
- ปกป้องครอบคลุมถึง UV400: แม้ส่วนใหญ่เราจะใส่ทำงานอยู่แต่ในอาคาร แต่เลนส์ที่ดีก็ควรมีคุณสมบัติป้องกันรังสี UV ได้ 100% เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมในอนาคต
2. ความสบายของกรอบแว่น
- น้ำหนักเบา: แนะนำให้เลือกกรอบแว่นที่ทำจากวัสดุอย่าง Titanium หรือ Ultem เพื่อลดแรงกดทับบริเวณสันจมูกและขมับ ช่วยให้ใส่ทำงานต่อเนื่องได้ตลอดทั้งวันโดยไม่เจ็บ
- สมดุลดี: ขาแว่นต้องไม่บีบรัดศีรษะจนเกินไป ทรงแว่นต้องกระชับ ไม่ไหลตกลงมาเวลาที่เราก้มหน้าทำงาน เพื่อรักษาตำแหน่งจุดโฟกัสของเลนส์ให้ตรงกับรูม่านตาอยู่ตลอดเวลา
3. มาตรฐานความน่าเชื่อถือ
- มีใบรับประกันชัดเจน: ควรเลือกใช้เลนส์ที่มีใบการันตีคุณภาพจากแบรนด์ชั้นนำ เพื่อเป็นการยืนยันว่าสารเคลือบและประสิทธิภาพในการกรองแสงนั้นได้มาตรฐานจริง ๆ การเลือกเข้าไปใช้บริการกับร้านแว่นตาที่น่าเชื่อถือและมีผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำ จึงช่วยการันตีความมั่นใจในส่วนนี้ได้
|
ชนิดของเลนส์ |
คุณสมบัติเด่น |
เหมาะกับใคร |
|
Blue Control (Standard) |
สะท้อนแสงสีฟ้าจากหน้าจอให้ออกไปจากดวงตา |
พนักงานออฟฟิศทั่วไป หรือผู้ที่ต้องใช้งานคอมพิวเตอร์และสมาร์ตโฟนเป็นประจำ |
|
Smart Blue Filter |
กรองแสงสีฟ้าฝังในเนื้อเลนส์ ภาพใสเคลียร์ สีไม่เพี้ยน ดูเป็นธรรมชาติ |
สายคอนเทนต์, กราฟิกดีไซเนอร์ หรือผู้ที่อาศัยความถูกต้องของสีหน้าจอในการทำงาน |
|
Eye Fatigue Relief |
ผสานเทคโนโลยีช่วยลดการเพ่งของกล้ามเนื้อตา |
ผู้ที่ต้องจ้องหน้าจอ 6-8 ชม./วัน หรือมีอาการตาล้าบ่อย ๆ
|
|
Auto / Photochromic |
กรองแสงหน้าจอได้ และสามารถเปลี่ยนสีเลนส์ให้เข้มขึ้นอัตโนมัติเมื่อออกแดด |
ผู้ที่มีไลฟ์สไตล์ทำงานหน้าจอในออฟฟิศ สลับกับต้องออกไปทำกิจกรรมหรือพบลูกค้ากลางแจ้ง |
คำแนะนำจากนักทัศนมาตร: อาการตาล้า อาจไม่ใช่แค่เรื่องแสงสีฟ้า
ในหลาย ๆ ครั้ง อาการตาล้า ปวดกระบอกตา หรือปวดศีรษะระหว่างวัน อาจไม่ได้มีสาเหตุมาจากแสงสว่างหน้าจอเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยแอบแฝงที่เรามักมองข้าม Opticland ขอแนะนำวิธีการสังเกตและรับมือ ดังนี้
1. ปัญหาสายตาที่ซ่อนอยู่ (Uncorrected Refractive Error)
บ่อยครั้งที่อาการตาพร่ามัว ปวดเบ้าตา หรือปวดศีรษะเรื้อรัง ไม่ได้เกิดจากแสงหน้าจอโดยตรง แต่มีสาเหตุมาจากค่าสายตา ไม่ว่าจะเป็นสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง ที่เราอาจไม่เคยรู้ตัวมาก่อน หรือค่าสายตาเดิมที่มีการเปลี่ยนแปลง
- การเพ่งชดเชย: เมื่อมองเห็นภาพไม่คมชัด กล้ามเนื้อตาจะถูกบังคับให้ทำงานหนักขึ้นโดยอัตโนมัติ เพื่อพยายามเพ่งและปรับโฟกัสให้ภาพชัดเจนอยู่ตลอดเวลา
- ผลลัพธ์ที่ตามมา: ต่อให้คุณลงทุนซื้อแว่นกรองแสงสีฟ้าที่แพงแค่ไหน แต่ถ้าค่าสายตาบนเลนส์ไม่ตรงกับค่าสายตาจริงในปัจจุบัน กล้ามเนื้อตาก็ยังคงต้องออกแรงเพ่งหนักเท่าเดิม จนนำไปสู่อาการตาล้าเรื้อรังที่ไม่ยอมหาย
2. กฎ 20-20-20 เทคนิคช่วยพักสายตาระหว่างวัน
ก่อนที่จะตัดสินใจเปลี่ยนแว่น ลองเริ่มต้นง่าย ๆ ด้วยการปรับพฤติกรรมตามกฎสากลที่จักษุแพทย์และนักทัศนมาตรทั่วโลกแนะนำ เพื่อช่วยลดการทำงานหนักของกล้ามเนื้อตาระหว่างวัน
- ทุก 20 นาที: ให้หยุดพัก และละสายตาจากการจ้องหน้าจอ
- มองไกล 20 ฟุต: เปลี่ยนจุดโฟกัสไปมองวัตถุที่อยู่ห่างออกไปประมาณ 20 ฟุต เช่น มองต้นไม้ หรือวิวนอกหน้าต่าง
- นาน 20 วินาที: เปิดโอกาสให้กล้ามเนื้อตาที่ตึงเครียดจากการเพ่งมองระยะใกล้ ได้คลายตัวและพักผ่อนอย่างเต็มที่
3. แก้ไขปัญหาที่ต้นตอ ทำไมถึงควรได้รับการตรวจประเมินอย่างละเอียด?
การเลือกซื้อแว่นตาสำเร็จรูป หรือใช้แค่เลนส์กรองแสงทั่วไป อาจเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ การเข้ามาตรวจประเมินกับผู้เชี่ยวชาญที่คลินิกหรือร้านแว่นตาชั้นนำ จะช่วยให้คุณพบทางออกที่แม่นยำและตรงจุดกว่า ผ่านกระบวนการเหล่านี้
- Precision Refraction: การตรวจวัดค่าสายตาอย่างละเอียดด้วยเครื่องมือที่ทันสมัยและได้มาตรฐาน เพื่อค้นหาค่าสายตาที่ซ่อนอยู่
- Binocular Vision Check: การตรวจประเมินการทำงานร่วมกันของตาทั้งสองข้าง เพราะในหลายกรณี อาการตาล้ามักเกิดจากการที่กล้ามเนื้อตาทั้งสองข้างทำงานไม่สัมพันธ์กัน
- Health Screening: การคัดกรองสุขภาพดวงตาในเบื้องต้น เพื่อให้มั่นใจว่าอาการปวดล้าไม่ได้เป็นสัญญาณเตือนจากโรคดวงตาชนิดอื่น ๆ
อาการตาล้าอาจไม่ใช่แค่ผลกระทบจากแสงสีฟ้า แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงปัญหาสายตาที่ซ่อนอยู่ การตรวจประเมินอย่างละเอียดเพื่อแก้ปัญหาที่ต้นตอจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หากคุณกำลังมองหาแว่นกรองแสงโทรศัพท์หรือต้องการตัดแว่นสายตาคู่ใหม่ที่ได้มาตรฐาน ให้ทีมนักทัศนมาตรผู้เชี่ยวชาญจาก Opticland ดูแลสุขภาพดวงตาของคุณ เพื่อส่งมอบการมองเห็นที่คมชัดและสบายตาที่สุดในทุก ๆ วัน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
คนสายตาปกติ จำเป็นต้องใส่แว่นกรองแสงคอมไหม?
คนสายตาปกติก็จำเป็นต้องใส่แว่นกรองแสงคอม เพราะเป็นตัวช่วยลดความจ้าและให้ภาพนวลตาขึ้น แต่เพื่อป้องกันอาการตาล้าอย่างแท้จริง ควรใส่แว่นควบคู่ไปกับการพักสายตาเป็นระยะด้วย
แว่นกรองแสงสีฟ้า ใส่เดินถนนหรือใช้ในชีวิตประจำวันตลอดเวลาได้ไหม?
แว่นกรองแสงสีฟ้าใส่ได้ตลอดเวลา เพราะเลนส์ยุคใหม่มีความใสเป็นธรรมชาติ ไม่รบกวนมุมมอง ทั้งยังมีคุณสมบัติกันรังสี UV ช่วยปกป้องดวงตาเมื่อออกแดดได้ด้วย
ซื้อแว่นกรองแสงโทรศัพท์ตามแอปออนไลน์ กับตัดแว่นที่ร้านต่างกันอย่างไร?
ความแตกต่างของการซื้อแว่นสองแหล่งนี้คือความแม่นยำ แว่นสำเร็จรูปออนไลน์มักมีจุดโฟกัสไม่ตรงกับตากระตุ้นให้ปวดหัวได้ ต่างจากการตัดแว่นที่ร้าน ที่จะวัดค่าสายตาได้ละเอียดและพอดีกับใบหน้ามากกว่า
Opticland
ร้านแว่นตาชั้นนำ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจวัดสายตาและประกอบเลนส์ ให้บริการดูแลและให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดโดยทีมนักทัศนมาตร (Optometrist) ระดับมืออาชีพ ผู้เปี่ยมด้วยประสบการณ์ พร้อมเครื่องมือตรวจวัดที่ทันสมัย เพื่อส่งมอบแว่นตาที่ตอบโจทย์ทุกค่าสายตาและไลฟ์สไตล์ของคุณ












