กรอบแว่น

EYEWEAR SELECTIONS

HIGH QUALITY BRANDNAME EYEWEARS

Lindberg brand
Ic! Berlin brand
Moscot brand
glasses brand
Porsche design brand
brand
brand
brand
Nile vision brand
brand
brand
glasses brand 2
ตาพร่ามัว เกิดจากอะไร

ตาพร่ามัว มองไม่ชัด สัญญาณเตือนความผิดปกติของดวงตาที่ห้ามละเลย


01/Jun/2026
01/Jun/2026 12:00 PM

ตาพร่ามัว เกิดจากอะไร

อาการตาพร่ามัวไม่ได้สร้างแค่ความรำคาญใจจากการมองเห็นที่ไม่คมชัดเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสบายตาในการใช้ชีวิตประจำวัน หลายคนต้องทนหงุดหงิดกับการคอยหรี่ตาหรือขยี้ตาซ้ำ ๆ จนเสียบุคลิกภาพ บางรายอาจรู้สึกเหมือนมีหมอกจาง ๆ มาบดบังการมองเห็นตลอดเวลา เห็นภาพซ้อนจนกะระยะลำบาก หรือเกิดอาการโฟกัสภาพสะดุดเมื่อละสายตาไปมองสิ่งรอบตัว

ความผิดปกติเหล่านี้มักสร้างความกังวลใจให้ใครหลายคนว่า เรากำลังเผชิญกับโรคทางตาที่ร้ายแรงอยู่หรือไม่? แต่ในความเป็นจริงแล้ว ต้นตอของปัญหาอาจเกิดจากเรื่องใกล้ตัวอย่าง "ภาวะตาแห้งสะสม" หรือ "ค่าสายตาที่เปลี่ยนแปลงไป" จนแว่นตาอันเดิมไม่สามารถตอบโจทย์ได้อีกต่อไป บทความนี้ Opticland ร้านแว่นตาชั้นนำที่มีนักทัศนมาตรคอยดูแล จะมาช่วยไขข้อสงสัยและพาคุณค้นพบสาเหตุที่แท้จริงของอาการนี้


ลักษณะอาการตาพร่ามัวแต่ละแบบ


ตาพร่ามัว (Blurred Vision) คืออะไร มีลักษณะแบบไหนบ้าง?

หลายคนอาจไม่รู้ว่าอาการตาพร่ามัว มองไม่ชัดของแต่ละคนนั้น จะมีลักษณะของความมัวที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งลักษณะการมองเห็นที่ผิดเพี้ยนไปนี้ สามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้ในการประเมินถึงสาเหตุเบื้องต้นได้ ดังนี้

  • มัวเหมือนมีหมอกบัง (Foggy Vision): รู้สึกเหมือนกำลังมองผ่านกระจกที่มีฝ้าเกาะ หรือมีควันจาง ๆ มาบังตาอยู่ตลอดเวลา มักจะมีอาการมัวทั้งในระยะใกล้และระยะไกล ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของโรคต้อกระจก หรืออาจเกิดจากภาวะกระจกตาบวม
  • มัวแบบภาพซ้อน (Double Vision): มองเห็นวัตถุชิ้นเดียวแยกออกเป็นสองภาพ ซ้อนทับกันไม่ว่าจะเป็นแนวตั้งหรือแนวนอน หากลองหลับตาข้างหนึ่งแล้วภาพซ้อนหายไป อาจเป็นปัญหาที่กล้ามเนื้อตาทำงานไม่ประสานกัน แต่ถ้าหลับตาข้างหนึ่งแล้วยังคงเห็นภาพซ้อนอยู่ มักมีสาเหตุมาจากสายตาเอียง หรือความผิดปกติที่เลนส์ตา
  • มัวเฉพาะบางระยะ (Out of Focus):
  • มัวระยะไกล: มองป้ายทะเบียนรถหรือหน้าจอโปรเจกเตอร์ไม่ชัด แต่ยังสามารถอ่านหนังสือหรือดูมือถือได้ชัดเจนปกติ เป็นสัญญาณของคนมีสายตาสั้น
  • มัวระยะใกล้: จะอ่านหนังสือหรือดูข้อความใน LINE ต้องพยายามยืดแขนให้ออกห่างจากตัวถึงจะมองเห็นชัดเจน เป็นสัญญาณของภาวะสายตายาวตามอายุ
  • มัวแบบภาพบิดเบี้ยว (Distorted Vision): เมื่อมองไปที่เส้นตรง เช่น ขอบประตู หรือตาราง แล้วเห็นเส้นคดเคี้ยว หรือเห็นจุดศูนย์กลางของภาพมืดดำเบี้ยวผิดรูป อาการนี้เป็นสัญญาณอันตรายของโรคจอประสาทตา ซึ่งไม่ควรละเลยเด็ดขาด
  • มัวชั่วคราวแล้วกลับมาชัด (Intermittent Blur): มีอาการเดี๋ยวชัดเดี๋ยวมัว โดยเฉพาะหลังจากกะพริบตาแล้วรู้สึกว่าภาพกลับมาคมชัดขึ้นชั่วครู่ อาการลักษณะนี้ส่วนใหญ่มักเกิดจากภาวะตาแห้ง หรือการใช้สายตาจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์นานเกินไปจนเกิดอาการตาล้า
  • มัวเหมือนมีม่านบัง (Curtain-like Blur): รู้สึกเหมือนมีม่านสีดำหรือเงาทึบมาบดบังการมองเห็นจากทิศทางใดทิศทางหนึ่ง อาการนี้ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่เสี่ยงต่อภาวะจอประสาทตาหลุดลอก ควรรีบพบแพทย์ทันที

5 สาเหตุหลักที่ทำให้คุณมีอาการตาพร่ามัว มองไม่ชัด

อาการสายตาพร่ามัว มองไม่ชัด เกิดขึ้นได้จากหลากหลายปัจจัย ตั้งแต่พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน ไปจนถึงโรคทางตาที่มีความซับซ้อน โดย 5 สาเหตุหลักที่พบได้บ่อยที่สุด มีดังนี้

  1. ค่าสายตาผิดปกติ (Refractive Errors): สาเหตุพื้นฐานที่พบได้บ่อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง หรือภาวะสายตายาวตามอายุในวัย 40+ ซึ่งปัญหานี้เป็นสิ่งที่ไม่น่ากังวล เพราะสามารถแก้ไขได้ง่าย ๆ ด้วยการตัดแว่นสายตาใหม่ให้ตรงกับค่าสายตาจริงในปัจจุบัน
  2. ภาวะตาแห้ง (Dry Eye Syndrome): เมื่อดวงตาขาดน้ำตาหล่อเลี้ยงที่เพียงพอ จะส่งผลให้ชั้นฟิล์มน้ำตาที่เคลือบผิวสัมผัสของกระจกตาไม่เรียบเนียน แสงที่ตกกระทบจึงเกิดการหักเหผิดเพี้ยนไป ทำให้เกิดอาการตาพร่ามัวชั่วคราว ซึ่งมักจะดีขึ้นเมื่อกะพริบตาหรือหยอดน้ำตาเทียม
  3. การใช้งานหน้าจอนานเกินไป (Digital Eye Strain): การใช้สายตาเพ่งจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ตโฟนติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้กล้ามเนื้อตาเกิดความเกร็งและอ่อนล้าสะสม จนระบบการปรับโฟกัสทำงานผิดปกติ
  4. ต้อกระจก (Cataract): เป็นภาวะที่มักเกิดจากความเสื่อมตามอายุขัย เลนส์แก้วตาที่เคยใสจะเริ่มเปลี่ยนสภาพและขุ่นมัวลง ทำให้แสงสว่างทะลุผ่านเข้าไปยังจอประสาทตาได้น้อยลง ส่งผลให้ภาพที่เห็นดูขุ่นมัวเหมือนมีฝ้าบังอยู่ตลอดเวลา
  5. จอประสาทตาเสื่อมตามวัย (AMD): เป็นโรคทางตาที่มักพบในผู้สูงอายุ ซึ่งทำให้การมองเห็นเฉพาะบริเวณจุดศูนย์กลางของภาพพร่ามัว บิดเบี้ยวผิดรูป หรือมีจุดดำบังตรงกลาง เป็นภาวะที่ควรได้รับการตรวจรักษาจากจักษุแพทย์อย่างใกล้ชิด


สายตาพร่ามัวแบบไหน ถือเป็นสัญญาณอันตรายที่ควรรีบพบแพทย์?

อาการตาพร่ามัวบางลักษณะไม่ใช่ปัญหาที่สามารถปล่อยผ่านหรือรอให้หายเองได้ หากคุณพบว่าตัวเองมีอาการต่อไปนี้เกิดขึ้นร่วมกับภาวะตาพร่ามัว แนะนำว่าห้ามรอ ควรรีบเดินทางไปพบจักษุแพทย์ทันที

1. ตาพร่ามัวเฉียบพลัน (Sudden Vision Loss)

  • สูญเสียการมองเห็น ภาพเบลอแบบฉับพลันในตาข้างใดข้างหนึ่ง รู้สึกเหมือนมีใครเอาผ้าทึบมาปิดตา หรือภาพวูบดับหายไปชั่วขณะ
  • สาเหตุที่น่ากังวล: อาจเกิดจากภาวะหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงจอประสาทตาเกิดการอุดตัน หรือมีความผิดปกติร้ายแรงของระบบประสาทตา

2. ปวดตาอย่างรุนแรงร่วมกับอาการคลื่นไส้

  • รู้สึกปวดร้าวลึก ๆ ในเบ้าตาจนทนไม่ไหว มักมีอาการปวดศีรษะข้างเดียว หรือคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย
  • สังเกตเห็นแสงรุ้งล้อมรอบดวงไฟเมื่อมองไปที่หลอดไฟ
  • สาเหตุที่น่ากังวล: นี่คือสัญญาณเตือนฉุกเฉินของโรค "ต้อหินเฉียบพลัน" ซึ่งเกิดจากภาวะความดันในลูกตาสูงขึ้นอย่างกะทันหัน

3. เห็นแสงแฟลชและมีจุดดำลอยไปมา (Flashes & Floaters)

  • มองเห็นแสงแวบ ๆ คล้ายฟ้าแลบในดวงตา แม้จะอยู่ในที่มืดหรือหลับตาอยู่
  • มีจุดดำเล็ก ๆ คล้ายเงาหยากไย่ลอยไปมาในปริมาณที่มากผิดปกติแบบกะทันหัน
  • สาเหตุที่น่ากังวล: อาการนี้มีความเสี่ยงสูงต่อภาวะจอประสาทตาฉีกขาดหรือหลุดลอก

4. มองเห็นเหมือนอยู่ในอุโมงค์ (Tunnel Vision)

  • ภาพตรงกลางยังพอมองเห็นได้ชัดเจน แต่ลานสายตารอบข้างกลับมืดบอดหรือแคบลง
  • เริ่มเดินชนสิ่งของด้านข้างบ่อย ๆ หรือกะระยะด้านข้างผิดพลาด
  • สาเหตุที่น่ากังวล: อาจเกิดจากโรคต้อหินเรื้อรัง ที่กำลังทำลายเส้นประสาทตาจากขอบข้างลามเข้ามาสู่ศูนย์กลาง

5. เห็นภาพบิดเบี้ยว (Distorted Vision)

  • มองไปที่เส้นตรง เห็นเป็นเส้นคดเคี้ยว เป็นคลื่น
  • สังเกตเห็นว่าภาพตรงกลางมีเงาดำมืด หรือมีจุดบอดมาบังตรงจุดที่กำลังจ้องมองพอดี
  • สาเหตุที่น่ากังวล: เป็นสัญญาณอันตรายของความผิดปกติบริเวณจุดรับภาพชัดบนจอประสาทตา (Macula)


วิธีดูแลเมื่อมีอาการสายตาพร่ามัว


คำแนะนำจากนักทัศนมาตร: วิธีดูแลเมื่อมีอาการสายตาพร่ามัว

เมื่อเริ่มรู้สึกว่าตาเริ่มมัว พฤติกรรมแรกที่คนส่วนใหญ่มักทำคือการหรี่ตาหรือขยี้ตาเพื่อให้ภาพกลับมาคมชัดขึ้น แต่ขอบอกเลยว่านั่นไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกต้อง อีกทั้งยังเป็นการทำร้ายดวงตาทางอ้อม เพราะจะยิ่งไปกระตุ้นให้ กล้ามเนื้อภายในดวงตาต้องเกร็งตัวอย่างหนักเพื่อพยายามปรับโฟกัสภาพ ผลที่ตามมาคือภาวะกระบอกตาตึงเครียด (Eye Strain) ซึ่งเป็นต้นตอสำคัญของอาการไม่สบายตา ปวดตา ล้าตา ในบางรายอาจรุนแรงถึงขั้นกระตุ้นให้เกิดอาการปวดไมเกรนได้เลยทีเดียว

เพื่อถนอมสายตาให้คมชัดอยู่เสมอ และป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อตาทำงานหนักจนเกินไป Opticland ขอแนะนำให้ลองปฏิบัติตามวิธีการดูแลดวงตาเบื้องต้น ดังนี้

  1. ใช้กฎ 20-20-20 (The 20-20-20 Rule): ทุก ๆ 20 นาทีให้หยุดพักสายตาเป็นเวลา 20 วินาที โดยละสายตาไปมองวัตถุที่อยู่ไกลออกไปประมาณ 20 ฟุต เช่น ต้นไม้ หรือวิวนอกหน้าต่าง เพราะการมองใกล้ต่อเนื่องจะทำให้กล้ามเนื้อตาเกร็งค้าง การเปลี่ยนไปมองไกลจึงเป็นการคลายกล้ามเนื้อตาให้ได้พักผ่อน
  2. ปรับแสงสว่างให้สมดุล (Optimizing Environment): หลีกเลี่ยงการใช้สมาร์ตโฟนในที่มืดสนิท เพราะจะทำให้รูม่านตาต้องขยายกว้างเพื่อรับแสง หรือจัดตำแหน่งหน้าจอคอมพิวเตอร์เพื่อลดแสงสะท้อนจากหลอดไฟหรือหน้าต่างที่ส่องเข้าตาโดยตรง ตัวการสำคัญที่บังคับให้ดวงตาของเราต้องเพ่งมากกว่าปกติ
  3. กะพริบตาให้บ่อยขึ้น (Blink More): เวลาที่เราจดจ่ออยู่กับหน้าจอ อัตราการกะพริบตาตามธรรมชาติจะลดลงถึง 60% ส่งผลให้ดวงตาแห้งและเกิดอาการภาพมัวลงชั่วคราว การพยายามกะพริบตาให้บ่อยขึ้นจะช่วยกระจายน้ำตาให้เคลือบผิวตา รักษาความชุ่มชื้น และช่วยให้ภาพกลับมาคมชัดได้โดยไม่ต้องพึ่งการขยี้ตาหรือหรี่ตามอง
  4. ตรวจวัดสายตาแบบละเอียด (Comprehensive Eye Exam): แม้จะไม่มีอาการตาเบลออย่างชัดเจน แต่การเข้ารับการตรวจวัดสายตากับนักทัศนมาตรอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อคัดกรองปัญหาสายตาแฝง และปรับค่าสายตา รวมถึงเลือกโครงสร้างเลนส์ให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์การใช้งานในปัจจุบันก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะช่วยแก้ปัญหาอาการตาล้าและปวดหัวที่ต้นตอได้อย่างมีประสิทธิภาพ


Free Consultation

นัดหมายผู้เชี่ยวชาญที่ Opticland
เพื่อตรวจวัดและหาวิธีแก้อย่างแม่นยำ


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ร้องไห้หนักมากจนตาพร่ามัว อันตรายไหม?

ตาพร่ามัวหลังร้องไห้หนักไม่ถือเป็นอันตรายร้ายแรง มักเกิดจากคราบโปรตีนในน้ำตาเคลือบผิวตาชั่วคราวและตาแห้ง เพียงพักผ่อนและทำความสะอาดรอบดวงตา อาการมัวก็จะหายไปเอง

ใส่คอนแทคเลนส์แล้วตาพร่ามัว เกิดจากอะไร?

สาเหตุที่ใส่คอนแทคเลนส์แล้วตามัว อาจเกิดจากเลนส์สกปรก ใส่กลับด้าน ตาแห้ง หรือร้ายแรงสุดคือกระจกตาติดเชื้อ หากถอดคอนแทคเลนส์ออกแล้วดวงตายังคงพร่ามัวอยู่ ควรรีบไปพบจักษุแพทย์ทันที

เบาหวานทำให้สายตาพร่ามัวได้อย่างไร?

ระดับน้ำตาลที่สูงทำให้เลนส์ตาบวมน้ำจนตาเบลอชั่วคราว และอาจเกิดภาวะเบาหวานขึ้นตา ที่ทำลายจอประสาทตา หากปล่อยทิ้งไว้อาจทำให้สูญเสียการมองเห็นถาวรได้ 


Opticland

ร้านแว่นตาชั้นนำ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจวัดสายตาและประกอบเลนส์ ให้บริการดูแลและให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิดโดยทีมนักทัศนมาตร (Optometrist) ระดับมืออาชีพ ผู้เปี่ยมด้วยประสบการณ์ พร้อมเครื่องมือตรวจวัดที่ทันสมัย เพื่อส่งมอบแว่นตาที่ตอบโจทย์ทุกค่าสายตาและไลฟ์สไตล์ของคุณ

บล็อคที่เพิ่งดูไป

บล็อคล่าสุด

ดูเพิ่มเติม

ติดต่อสอบถาม

02-259-9158