กรอบแว่น

EYEWEAR SELECTIONS

HIGH QUALITY BRANDNAME EYEWEARS

brand
brand
brand
brand
brand
brand
brand
brand
brand
brand
brand
brand
ตาไม่สู้แสง

ตาไม่สู้แสง ทำไงดี? เจาะลึกอาการ "แพ้แสง" (Photophobia) สาเหตุและวิธีแก้ฉบับนักทัศนมาตร


30/Jan/2026
30/Jan/2026 12:00 PM
ตาไม่สู้แสง


เคยไหม แค่เดินออกไปเจอแดดไม่กี่วินาทีก็รู้สึกแสบตา ปวดตา หรือปวดหัวทันที ต้องรีบหยีตา หลบแสง หรือหันหน้าหนีโดยอัตโนมัติ อาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็กอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่เป็นสัญญาณของภาวะที่เรียกว่า ตาแพ้แสง (Photophobia) ซึ่งพบได้บ่อยขึ้นในยุคดิจิทัล

ตาแพ้แสง อาการสามารถเกิดได้ตั้งแต่ระดับเล็ก ๆ เช่น รู้สึกรำคาญตาเมื่ออยู่ในที่สว่าง ไปจนถึงระดับที่รบกวนชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน เช่น ลืมตาสู้แสงไม่ได้ ปวดตา ปวดศีรษะ หรือน้ำตาไหลเมื่อเจอแสงจากแดด ไฟ หรือหน้าจอคอมพิวเตอร์ หากปล่อยไว้นานโดยไม่เข้าใจสาเหตุ อาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพตาที่รุนแรงขึ้นได้

บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจภาวะตาแพ้แสงอย่างถูกต้อง ตั้งแต่ความหมายที่แท้จริง สาเหตุที่พบบ่อย ไปจนถึงแนวทาง ตาไม่สู้แสง วิธีแก้ ทั้งในมุมการดูแลตัวเองเบื้องต้นและการเลือกแว่นตาที่เหมาะสม จากนักทัศนมาตร เพื่อช่วยให้ดวงตากลับมาสบาย ใช้งานได้อย่างมั่นใจในทุกสภาพแสง


เมื่อ "แสง" กลายเป็นศัตรูของดวงตา (Intro)

แสงสว่างเป็นสิ่งจำเป็นต่อการมองเห็น แต่สำหรับบางคน แสงกลับกลายเป็นสิ่งที่สร้างความทรมาน เคยสังเกตไหมว่าเวลาเดินออกจากอาคารแล้วรู้สึกปวดตาทันทีที่เจอแดด หรือแม้แต่นั่งทำงานในออฟฟิศ ไฟเพดานธรรมดาก็ทำให้รู้สึกรำคาญตาจนต้องหยีตาตลอดเวลา แม้แสงนั้นจะไม่ได้สว่างจ้ามากก็ตาม โดยตาแพ้แสง อาการเหล่านี้ทางการแพทย์เรียกว่า ภาวะแพ้แสง หรือ Photophobia

หลายคนอาจมองข้าม คิดว่าเป็นเรื่องปกติของดวงตา แต่แท้จริงแล้วนี่อาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพตาที่ซ่อนอยู่ บทความนี้จะพาไปเจาะลึกว่าตาแพ้แสงเกิดจากอะไร พร้อมแนะนำวิธีแก้ที่ถูกต้อง เพื่อถนอมดวงตาให้ใช้งานได้ยาวนาน


เข้าใจโรค: Photophobia คืออะไร? ต่างจาก "ตาแห้ง" ไหม?

หากสงสัยว่า Photophobia คืออะไร อธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุดคือ ภาวะที่ดวงตามีความไวต่อแสง "มากกว่าปกติ" ทำให้เกิดความระคายเคืองไม่ว่าจะเจอกับแสงแดด แสงหลอดไฟ หรือแสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์และมือถือที่ต้องเจอในชีวิตประจำวัน ผลที่ตามมาคือเราต้องคอยหรี่ตา หยีตา สู้แสงไม่ได้ มีอาการเคือง หรือน้ำตาไหลพราก

ไขข้อสงสัย: ภาวะแพ้แสง (Photophobia) vs โรคตาแห้ง (Dry Eye)

แม้สองอาการนี้จะดูคล้ายกัน แต่มีความแตกต่างกันอยู่ ภาวะแพ้แสง (Photophobia) เป็นเพียง "อาการ" หนึ่งที่แสดงออกมา คือความรู้สึกเจ็บ แแสบ ปวดเมื่อเจอแสง (Sensory response) แม้แสงนั้นจะไม่จ้ามาก ส่วนโรคตาแห้ง (Dry Eye) เป็น "โรค" ที่เกิดจากการอักเสบเรื้อรังของผิวดวงตา ทำให้มีอาการเคือง ตาล้า และมักเป็นสาเหตุหลักที่กระตุ้นให้เกิดอาการสายตาแพ้แสงตามมาได้ กล่าวคือ คนตาแห้งมักจะแพ้แสง แต่คนแพ้แสงอาจจะไม่ได้ตาแห้งเสมอไป

ไขข้อสงสัย: แสงฟุ้งกระจาย (Glare) vs ภาวะแพ้แสง (Photophobia)

อีกหนึ่งความสับสนคือเรื่องแสงฟุ้ง แสงฟุ้งกระจาย (Glare) เป็นปัญหาด้านคุณภาพการมองเห็น (Visual Performance) ภาพที่เห็นจะมัว ฟุ้งๆ เหมือนมีหมอกบัง มักเกิดตอนขับรถกลางคืน แต่จะ "ไม่มีความเจ็บปวด" เข้ามาเกี่ยวข้อง ต่างจากภาวะแพ้แสง (Photophobia) ที่เป็นความรู้สึกเจ็บ แสบ ปวดตาโดยตรงเมื่อตามีกระบวนการตอบสนองต่อแสงผิดปกติ


อาการตาแพ้แสง


เช็กลิสต์: อาการแบบนี้ใช่ "ตาแพ้แสง" หรือเปล่า? (List)

ลองสำรวจตัวเองดูว่ามีสัญญาณเหล่านี้หรือไม่ เพราะตาแพ้แสง อาการมีระดับความรุนแรงที่ต่างกัน

อาการหลักที่พบบ่อย

  • ลืมตาสู้แสงไม่ได้: รู้สึกแสบหรือเจ็บจี๊ดขึ้นมาทันทีที่เจอแสง ต้องรีบหรี่ตา กระพริบตาถี่ ๆ หรือหันหนีแสง
  • ปวดตาและรอบกระบอกตา: รู้สึกปวดตุบ ๆ ลึกเข้าไปในเบ้าตา
  • ตาแพ้แสง ปวดหัว: เมื่ออยู่ในที่สว่าง หรือจ้องแสงนานๆ จะกระตุ้นให้ปวดศีรษะ บางรายที่มีอาการไมเกรนร่วมด้วยอาจถึงขั้นคลื่นไส้อาเจียน
  • น้ำตาไหลพราก: ต่อมน้ำตาทำงานหนักผิดปกติเมื่อกระทบแสง
  • อาการแย่ลงเมื่อใช้หน้าจอ: แสบตามากเป็นพิเศษเมื่อเล่นมือถือหรือทำงานหน้าคอมพิวเตอร์

อาการที่บ่งบอกโรคร่วมอื่นๆ

  • หากเป็นโรคตาแห้ง (Dry eye): จะเน้นไปที่อาการแสบ เคืองเหมือนมีทรายในตา ตาล้า และแพ้แสงมากขึ้นเมื่อจ้องจอนานๆ
  • หากเป็นโรคม่านตาอักเสบ (Uveitis): จะมีอาการตาแพ้แสงรุนแรงมาก ปวดลึกในตา ตาแดง ตามัว น้ำตาไหลตลอดเวลา และอาการไม่ดีขึ้นแม้จะหลบเข้าที่มืด (ควรรีบพบแพทย์)
  • หากเป็นโรคไมเกรน (Migraine): แสงจะเป็นตัวกระตุ้นให้ปวดหัวรุนแรงขึ้น เกิดจากระบบประสาทไวต่อแสง มักปวดหัวข้างเดียวหรือสองข้าง แต่ตาจะไม่แดง

เจาะสาเหตุ: ตาแพ้แสง เกิดจากอะไร? (Medical Causes)

เพื่อที่จะหาทางแก้ ต้องรู้ก่อนว่าตาแพ้แสงเกิดจากอะไร ซึ่งแบ่งได้เป็น 4 ปัจจัยหลัก

สาเหตุจากดวงตา (Ocular cause)

เกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างตาโดยตรง เช่น ภาวะตาแห้ง, กระจกตาเป็นแผลหรืออักเสบ, ม่านตาอักเสบ (Uveitis), ต้อหิน หรือแม้แต่การใส่คอนแทคเลนส์นานเกินไปจนกระจกตาขาดออกซิเจนและระคายเคือง

สาเหตุจากระบบประสาท (Neurological cause)

ตาอาจจะปกติ แต่ "เส้นประสาท" ไวต่อแสงผิดปกติ ที่พบบ่อยที่สุดคือ ตาแพ้แสง ปวดหัว ไมเกรน รวมถึงภาวะรุนแรงอย่างเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

สาเหตุจากยาและสารเคมี (Medication & Chemical cause)

ผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิด เช่น ยาขยายม่านตา (ทำให้รูม่านตาเปิดรับแสงมากเกินไป), ยารักษาโรคจิตเวชบางกลุ่ม, ยาแก้อักเสบ หรือยาสเตียรอยด์

สาเหตุจากพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม (Environmental & lifestyle cause)

ปัจจัยยอดฮิตในยุคนี้คือ การใช้สายตาหนัก (Digital Eye Strain) จ้องแสงสีฟ้าจากจอนานๆ การพักผ่อนน้อย ความเครียด หรือแม้แต่ปัญหาสายตา (สั้น/ยาว/เอียง) ที่ไม่ได้รับการแก้ไข ก็ทำให้ตาต้องเพ่งและไวต่อแสงมากขึ้น


How-to: ตาไม่สู้แสง วิธีแก้และดูแลตัวเองเบื้องต้น

สำหรับใครที่เริ่มมีอาการ ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้วยตาไม่สู้แสง วิธีแก้เบื้องต้นเหล่านี้

  • กฎ 20-20-20: อย่าจ้องจอนานเกินไป พักสายตาทุก 20 นาที มองไกลออกไป 20 ฟุต นาน 20 วินาที ช่วยลดการเพ่งเกร็ง
  • เติมความชุ่มชื้น: เวลาจ้องจอเราจะกระพริบตาน้อยลง ทำให้ตาแห้งและแพ้แสงง่าย แนะนำให้ใช้น้ำตาเทียม (เลือกแบบรายวัน ปราศจากสารกันเสีย) หยอดเพื่อช่วยหล่อลื่นดวงตา
  • เลือกคอนแทคเลนส์ให้ถูก: หากต้องใส่ ควรเลือกวัสดุ Silicone Hydrogel ที่ให้ออกซิเจนผ่านเข้าดวงตาได้สูง ลดการระคายเคือง
  • อุปกรณ์กันแดดต้องพร้อม: อย่าลืมสวมหมวกและแว่นกันแดดทุกครั้งที่ออกกลางแจ้ง
  • ปรับสภาพแวดล้อม: เปลี่ยนหลอดไฟในห้องเป็นแสงสีนวล (Warm Light) จะสบายตากว่าแสงขาวจ้า
  • บำรุงจากภายใน: ทานอาหารที่มีวิตามินเอ ลูทีน และซีแซนทีน จากผักผลไม้
  • ลดสารเคมีรอบดวงตา: เลี่ยงเครื่องสำอางที่มีน้ำหอมหรือแอลกอฮอล์บริเวณรอบดวงตา เพราะอาจระเหยเข้าตาจนระคายเคืองได้

วิธีการแก้ตาไม่สู้แสง


คำถามยอดฮิต: ตาแพ้แสง ควรใส่แว่นแบบไหน? (The Product Solution)

ประเทศไทยแดดจัด แถมเรายังต้องอยู่หน้าจอตลอดเวลา การเลือกตาแพ้แสง แว่นที่เหมาะสมจึงเป็นตัวช่วยสำคัญ หากถามว่าตาแพ้แสง ควรใส่แว่นแบบไหน นี่คือ 3 ตัวเลือกที่นักทัศนมาตรแนะนำ

เลนส์ออกแดดเปลี่ยนสี (Photochromic Lens)

หรือที่เรียกกันว่าเลนส์ออโต้ เป็นทางเลือกที่สะดวกที่สุด เลนส์จะใสเมื่ออยู่ในร่ม และเข้มขึ้นอัตโนมัติเมื่อเจอ UV ช่วยลดการหยีตาได้ทันที ปัจจุบันมีทั้งแบบเปลี่ยนสีเข้มเหมือนแว่นกันแดด และแบบทินต์สีจาง ๆ (Cosmetic tint) สำหรับคนที่อยากได้ความสบายตาแต่ไม่อยากให้เลนส์มืดสนิท

เลนส์กรองแสงสีฟ้า (Blue Protection)

เหมาะสำหรับคนที่มีอาการแพ้แสงจาก "หน้าจอ" เป็นหลัก ช่วยตัดแสงสีน้ำเงินส่วนเกินออก ทำให้ภาพนวลตาขึ้น ลดความล้าจากการทำงานคอมพิวเตอร์นานๆ

แว่นกันแดด (Sunglasses)

เป็นไอเทมที่ขาดไม่ได้สำหรับคนตาแพ้แสง แว่นกันแดดที่ดีควรกัน UV400 ได้ 100% ความเข้มของเลนส์ที่แนะนำคือระดับ 2-3 (ไม่มืดจนมองไม่เห็น และไม่สว่างเกินไป)

Tip: หากแพ้แสงมาก แนะนำเลนส์โพลาไรซ์ (Polarized) ซึ่งมีคุณสมบัติตัดแสงสะท้อน แสงวิบวับบนถนนหรือผิวน้ำได้ดีเยี่ยม สบายตากว่าเลนส์กันแดดทั่วไป


สรุป: แพ้แสงแค่ไหน ต้องไปหาหมอ? (Conclusion & CTA)

ภาวะแพ้แสงอาจดูเหมือนเป็นเรื่องรำคาญใจเล็กๆ น้อยๆ แต่ไม่ควรมองข้าม หากคุณลองปรับพฤติกรรมแล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือมีสัญญาณอันตรายร่วมด้วย เช่น ตาแพ้แสง ปวดหัว รุนแรง ตาแดงก่ำ มีขี้ตาเยอะผิดปกติ หรือตามัวลง ควรรีบพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง

การดูแลดวงตาเริ่มต้นได้ตั้งแต่วันนี้ ทั้งการตรวจสุขภาพตาประจำปีและการเลือกแว่นตาที่ตอบโจทย์ เพราะแว่นตาไม่ได้แค่ช่วยให้มองเห็นชัด แต่ยังเป็นเกราะป้องกันดวงตาในระยะยาว หากคุณกำลังมองหาทางออกของปัญหาตาแพ้แสงสามารถเข้ามาปรึกษาและรับการตรวจวัดสายตาอย่างละเอียดกับนักทัศนมาตร

บล็อคที่เพิ่งดูไป

บล็อคล่าสุด

ดูเพิ่มเติม

ติดต่อสอบถาม

02-259-9158