กรอบแว่น

EYEWEAR SELECTIONS

HIGH QUALITY BRANDNAME EYEWEARS

brand
brand
brand
brand
brand
brand
brand
brand
brand
brand
brand
brand
ใส่แว่นแล้วเวียนหัว

ใส่แว่นแล้วเวียนหัว ปวดขมับ เกิดจากอะไร? เจาะลึก 5 สาเหตุที่ต้องรู้ก่อนสายตาเสีย


30/Jan/2026
30/Jan/2026 12:00 PM
ใส่แว่นแล้วเวียนหัว


คุณเพิ่งตัดแว่นมาใหม่ใช่ไหม? แทนที่จะมองเห็นโลกชัดใส สบายตา กลับต้องเจอกับอาการชวนมึนอย่างใส่แว่นแล้วเวียนหัวหรือใส่แว่นแล้วปวดขมับจนแทบอยากถอดวางไว้เฉย ๆ ปัญหานี้กวนใจคนใส่แว่นจำนวนมาก และอาจไม่ใช่แค่เรื่องของการ "ปรับตัว" เสมอไป บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกสาเหตุที่แท้จริง เพื่อให้คุณแก้ปัญหาได้ตรงจุดก่อนที่จะเสียเงินฟรีหรือสายตาเสียกว่าเดิม


แว่นใหม่ควรจะ "ชัด" ไม่ใช่ "ชัตดาวน์" ร่างกาย

ใครที่เพิ่งตัดแว่นมาใหม่ย่อมคาดหวังความคมชัดโลกใบใหม่ที่สดใสกว่าเดิม แต่สำหรับหลายคนกลับกลายเป็นฝันร้าย เพราะทันทีที่สวมกลับรู้สึกว่าใส่แว่นตาแล้วเวียนหัว คลื่นไส้พะอืดพะอม มองไปทางไหนภาพก็ดูไม่เป็นธรรมชาติ บางคนเห็นเสาบ้านเอียง จอโทรศัพท์เบี้ยว หรือมองพื้นแล้วรู้สึกว่าพื้นลอยนูนขึ้นมาจนก้าวขาไม่ออก เดินขึ้นลงบันไดลำบาก ซึ่งอาการเหล่านี้หากฝืนใส่ต่อไปนาน ๆ ก็มักจะลามไปจนทำให้ใส่แว่นแล้วปวดหัว ปวดกระบอกตาตามมา

จริง ๆ แล้วอาการใส่แว่นตาแล้วมีอาการเวียนหัว ในช่วง 2-3 วันแรกถือเป็นเรื่องปกติที่พบเจอได้ เพราะสมองและดวงตาของเรากำลัง "เรียนรู้" และปรับจูนระบบประสาทให้เข้ากับค่าสายตาใหม่ เลนส์ใหม่ และกรอบแว่นทรงใหม่ แต่ถ้าหากคุณอดทนใส่จนครบ 1 สัปดาห์แล้ว อาการเหล่านี้ยังไม่หายไป หรือรุนแรงถึงขั้นปวดหัวหนักมาก นั่นไม่ใช่เรื่องปกติแล้ว แต่เป็นสัญญาณเตือนว่ามีบางอย่างผิดพลาด


สาเหตุที่ใส่แว่นตาแล้วเวียนหัว


เช็กด่วน! 5 สาเหตุหลักที่ทำให้คุณ "ใส่แว่นแล้วเวียนหัว"

หากคุณกำลังเผชิญปัญหาใส่แว่นแล้วเวียนหัวไม่หายสักที ลองมาเช็ก 5 สาเหตุสำคัญนี้ดู ว่าแว่นที่คุณใส่อยู่นั้นเข้าข่ายข้อไหนบ้าง

1. ค่าสายตาไม่ถูกต้อง (Wrong Prescription)

สาเหตุอันดับต้น ๆ คือเรื่องของค่าสายตา หากคุณได้รับการวัดสายตาที่ "เกินพอดี" (Over-correction) ไม่ว่าจะเป็นสั้นมากไป หรือยาวมากไป หรือแม้แต่ "ขาด" (Under-correction) ไปเยอะเกินความจำเป็น สิ่งที่ตามมาคือกล้ามเนื้อตาของคุณจะต้องทำงานหนักตลอดเวลาเพื่อพยายามเพ่ง (Focus) ให้ภาพคมชัด ผลลัพธ์ที่ได้คืออาการใส่แว่นสายตาแล้วปวดตา ตึงเครียดที่ดวงตา และส่งผลให้เวียนหัวได้ง่าย ๆ

2. จุดโฟกัส (Center) คลาดเคลื่อน

การประกอบแว่นไม่ใช่แค่เอาเลนส์ใส่กรอบ แต่ต้องวางตำแหน่งตาดำให้ตรงจุดโฟกัสเป๊ะ ๆ

  • ค่า PD (ระยะห่างระหว่างตาดำ): คนเรามีระยะห่างตาซ้ายขวาไม่เท่ากัน และรูปหน้าแต่ละคนก็ต่างกัน (บางคนจมูกเบี้ยวเล็กน้อย หรือเบ้าตาลึกไม่เท่ากัน) หากวางจุดโฟกัสแนวนอนไม่ตรงกับตาดำ จะเกิด "Prism Effect" ทำให้กล้ามเนื้อตาทำงานหนักเพื่อดึงภาพให้ซ้อนทับกัน ทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกไม่สบายตาใส่แล้วเวียนหัว เห็นภาพซ้อน หรือปวดล้า
  • ค่า FH (ความสูงของโฟกัส): คือระยะจากขอบเลนส์ล่างถึงตาดำ หากวัดสูงเกินไป เวลาเดินมองพื้นจะรู้สึกว่าพื้นลอย วูบวาบ ทำให้ไม่กล้าเดินและคลื่นไส้ แต่ถ้าวัดต่ำเกินไป ภาพก็จะไม่ชัด โดยเฉพาะในเลนส์โปรเกรสซีฟที่ถ้าวางจุดผิด จะทำให้ต้องก้มหน้าหรือเงยหน้าผิดธรรมชาติจนใส่แล้วปวดขมับหรือปวดคอได้

3. ชนิดของเลนส์และการปรับตัว (Lens Design)

โครงสร้างของเลนส์มีผลอย่างมากต่อความสบายตา โดยแบ่งเป็น 2 กรณีหลัก ๆ คือ

1. เลนส์ชั้นเดียว (Single Vision)

หากคุณสายตาสั้นหรือสายตายาวมาก ๆ การใช้เลนส์ทั่วไปอาจทำให้ภาพด้านข้างบิดเบือนสูง

  • เลนส์ Aspheric: ผิวโค้งน้อยลง แบนบางกว่า ลดภาพบิดเบือนได้ดีกว่าเลนส์ทั่วไป
  • เลนส์ Double Aspheric: ขัดให้แบนทั้งหน้าและหลัง ภาพคมชัดขึ้น บางลงอีก
  • เลนส์ Freeform: เทคโนโลยีสูงสุด ขัดละเอียดจุดต่อจุดตามค่าสายตาจริง ทำให้ลานสายตากว้างและเป็นธรรมชาติที่สุด ช่วยลดอาการใส่แว่นแล้วเวียนหัวได้ดีเยี่ยม

2. เลนส์โปรเกรสซีฟ (Progressive lens)

  • เลนส์รุ่นเริ่มต้น (Conventional): เป็นการหล่อโครงสร้างแบบสำเร็จรูป ข้อเสียคือมุมมองด้านข้างมักจะมีภาพวูบวาบเยอะ (Distortion) และปรับระยะเหลือบตา (Inset) ไม่ได้ หากคุณมีค่า PD กว้างหรือแคบกว่ามาตรฐาน อาจทำให้มองโซนอ่านหนังสือไม่ชัดและไม่สบายตา
  • เลนส์รุ่นกลาง-สูง (Freeform Design): ใช้หัวเข็มขัดเลนส์แบบดิจิทัลความละเอียดสูง (CNC) สามารถออกแบบโครงสร้างเลนส์ให้เข้ากับพฤติกรรม ค่าสายตา และกรอบแว่นเฉพาะบุคคลได้ ลดภาพวูบวาบด้านข้าง ทำให้ปรับตัวง่ายกว่ามาก เหมาะกับคนที่ค่าสายตาซับซ้อน หรือใส่แว่นสายตาแล้วปวดหัวจากเลนส์รุ่นเก่า ๆ มา

เรื่องของความโค้งเลนส์ (Base Curve): การเลือกความโค้งของเลนส์ให้เหมาะสมก็สำคัญ หากใส่เลนส์ที่แบนเกินไปในกรอบสปอร์ตที่โค้งมาก หรือใส่เลนส์โค้งมากในกรอบที่แบน จะทำให้เกิดภาพบิดเบือนสูง นำไปสู่อาการมึนงงได้ง่าย

4. กรอบแว่นบีบ หรือ ดัดไม่เข้าที่

บางครั้งปัญหาไม่ได้อยู่ที่เลนส์ แต่อยู่ที่ "การดัดแว่น"

  • ขาแว่นบีบ: หากขาแว่นรัดขมับแน่นเกินไป จะไปกดทับทำให้ใส่แล้วปวดหัวหรือปวดขมับตึ้บๆ ได้
  • ระยะห่างตาถึงเลนส์ (VD): มาตรฐานควรอยู่ที่ประมาณ 12 มม. หากแว่นไหลตกลงมา (ห่างตา) หรือชิดตามากเกินไป จะทำให้ค่าสายตาที่ตาเรารับรู้เปลี่ยนไป (Effect Power) เช่น คนสายตาสั้นถ้าแว่นไหลห่างตา ภาพจะเบลอ แต่ถ้าชิดตาเกินไป ภาพจะชัดจนปวดตา ดังนั้นการปรับดัดแว่นให้พอดีจึงสำคัญมาก

5. ปัญหาสุขภาพตาอื่น ๆ

บางกรณีแว่นทำมาถูกต้อง 100% แต่ดวงตาของเราเองที่มีปัญหา

  • ตาแห้งรุนแรง: ทำให้น้ำตาเคลือบผิวตาไม่สม่ำเสมอ ภาพเดี๋ยวชัดเดี๋ยวเบลอ ส่งผลให้ต้องเพ่งจนปวดหัว
  • กล้ามเนื้อตาไม่สมดุล: บางคนมีภาวะตาเขซ่อนเร้น (Phoria) การใส่แว่นที่มีค่าสายตาอาจจะช่วยให้มองเห็นได้ดีขึ้นก็จริง แต่อาการไม่สบายตายังคงอยู่ เพราะระบบกล้ามเนื้อทั้งสองตามีกำลังไม่มากพอ จนเกิดอาการเมื่อยล้า หรือเห็นภาพซ้อน ซึ่งต้องแก้ด้วยการจ่ายเลนส์ปริซึม (Prism) ช่วย

อาการแบบไหน "ปกติ" vs "ผิดปกติ"

เพื่อให้คุณประเมินตัวเองได้ง่ายขึ้น ลองดูเกณฑ์นี้

  • อาการปกติ (ช่วงปรับตัว 1 สัปดาห์): รู้สึกภาพชัดแต่แปลกตา, พื้นลอยนิดหน่อย, มีอาการใส่แล้วเวียนหัวบ้างเวลาหันหน้าเร็ว ๆ แต่พอใส่นิ่ง ๆ แล้วโอเค อาการเหล่านี้จะค่อย ๆ ดีขึ้นในแต่ละวัน
  • อาการผิดปกติ (ควรกลับไปหาหมอ): ใส่แล้วเวียนหัวหนักจนเดินไม่ได้ คลื่นไส้อาเจียน เห็นภาพซ้อนชัดเจน ใส่แว่นแล้วปวดหัว รุนแรงจนต้องกินยา ปวดกระบอกตาจนน้ำตาไหล หรือใส่แว่นแล้วปวดขมับ จนผิวหนังเป็นรอยแดงช้ำ

วิธีแก้อาการปวดหัวเมื่อใส่แว่นตา


วิธีแก้ไขเบื้องต้น ก่อนกลับไปที่ร้าน

  1. กฎ 20-20-20: หากทำงานหน้าคอมฯ ให้พักสายตาทุก 20 นาที มองไกล 20 ฟุต เป็นเวลา 20 วินาที ช่วยลดการเกร็งของกล้ามเนื้อตา
  2. เริ่มใส่ตอนเช้า: แนะนำให้เริ่มใส่แว่นใหม่หลังจากตื่นนอนตอนเช้า เพราะสมองและดวงตายังสดชื่น พร้อมรับการปรับตัวได้ดีที่สุด
  3. ห้ามสลับแว่น: ในช่วงแรก "ห้าม" สลับใส่แว่นเก่ากับแว่นใหม่ไปมา เพราะสมองจะสับสนและปรับตัวไม่ได้สักที (ยกเว้นแว่นใหม่ใส่แล้วอันตรายจริง ๆ ให้หยุดใช้)
  4. อดทนให้ถูกจังหวะ: ลองใส่ต่อเนื่องดูสัก 2-3 วัน หากอาการเวียนหัวลดลงแสดงว่ามาถูกทางแล้ว

ทำไมการ "รับประกันค่าสายตา" ถึงสำคัญ?

การวัดสายตาและประกอบแว่นเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่มีทั้งศาสตร์และศิลป์ ต่อให้เครื่องมือทันสมัยแค่ไหน ความคลาดเคลื่อน (Human Error) หรือความไวของประสาทตาแต่ละคนก็อาจทำให้เกิดปัญหาใส่แว่นแล้วเวียนหัว ได้

ดังนั้น ร้านแว่นที่ดีต้องมี Warranty (การรับประกัน) ดูแลหลังการขาย โดยปกติควรรับประกันค่าสายตาอย่างน้อย 3 เดือน หากใส่ไม่ได้ ใส่แล้วไม่สบายตา ร้านควรตรวจสอบและเปลี่ยนเลนส์ให้ฟรี รวมถึงมีการโทรติดตามผล (Follow-up) ในช่วง 3-4 วันแรก เพื่อให้มั่นใจว่าแว่นตานั้นช่วยให้ชีวิตคุณดีขึ้น ไม่ใช่แย่ลง

บล็อคที่เพิ่งดูไป

บล็อคล่าสุด

ดูเพิ่มเติม

ติดต่อสอบถาม

02-259-9158