ลองทำ "แบบทดสอบตาบอดสี" เบื้องต้นพร้อมเฉลย! แม่นยำแค่ไหน? ฟังคำตอบจากนักทัศนมาตร
เคยสงสัยไหมว่าสีแดงของแอปเปิลที่เราเห็น กับที่เพื่อนเห็น เป็นสีเดียวกันจริงๆ หรือไม่? การตรวจตาบอดสี ถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพราะความสามารถในการแยกแยะสีส่งผลโดยตรงต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การวางแผนการเรียน การเลือกสายอาชีพ ไปจนถึงความปลอดภัยบนท้องถนน เช่น การเตรียมตัวก่อนไปสอบใบขับขี่
นอกจากนี้การทดสอบตาบอดสียังอาจเป็นสัญญาณเตือนถึงความผิดปกติของจอประสาทตาหรือโรคอื่น ๆ ที่อาจตามมาได้อีกด้วย วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักและลองทำแบบทดสอบเบื้องต้นเพื่อประเมินการมองเห็นสีของเรากัน
ลองทำ "แบบทดสอบตาบอดสี" (Ishihara Test) เบื้องต้น
เมื่อพูดถึงการเช็คความบกพร่องทางสี เครื่องมือที่ได้รับการยอมรับและนิยมใช้มากที่สุดทั่วโลกคือ แบบทดสอบตาบอดสี ที่เรียกว่า Ishihara Test ซึ่งออกแบบมาเพื่อคัดกรองภาวะตาบอดสีแดง-เขียว (Red-Green Color Deficiency) โดยเฉพาะ
ตัวแบบทดสอบนี้จะถูกแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก ได้แก่
- แบบทดสอบตาบอดสี 38 แผ่น (ฉบับเต็ม): มักใช้ในคลินิกหรือสถานพยาบาล เพื่อการวินิจฉัยและระบุประเภทความผิดปกติอย่างละเอียดโดยนักทัศนมาตรหรือจักษุแพทย์
- ฉบับย่อ (24 หรือ 14 แผ่น): นิยมใช้สำหรับคัดกรองสุขภาพเบื้องต้น เช่น การตรวจสุขภาพประจำปี หรือการทดสอบก่อนสอบใบขับขี่
สิ่งที่แบบทดสอบบ่งบอก: ภาพในแบบทดสอบจะประกอบไปด้วยจุดสีเล็ก ๆ จำนวนมากเรียงตัวกัน
- การมองเห็นปกติ (Normal Vision): สามารถอ่านตัวเลขหรือลากเส้นตามสีที่ซ่อนอยู่ได้อย่างถูกต้อง
- ตาบอดสีแดง-เขียว (Red-Green Deficiency): แบ่งย่อยได้เป็น:
- Protan (บอดสีแดง): มีปัญหาในการมองเห็นความเข้มของสีแดง
- Deutan (บอดสีเขียว): มีปัญหาในการแยกแยะสีเขียว ซึ่งเป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด
- ความรุนแรงของอาการ: แผ่นทดสอบบางส่วนสามารถระบุได้ว่ามีความบกพร่องในระดับ เล็กน้อย (Mild) หรือ รุนแรง (Strong)
- ตาบอดสีทุกสี (Total Color Blindness): ผู้ที่มีภาวะนี้จะไม่สามารถมองเห็นตัวเลขใด ๆ เลยในเกือบทุกแผ่น (ยกเว้นแผ่นแรกที่ออกแบบมาให้เห็นได้ทุกคน)
ลองทำแบบทดสอบตาบอดสี พร้อมเฉลย จากตัวอย่างแผ่นภาพ
มาลองเช็คตาบอดสีด้วยแผ่นภาพตัวอย่างเหล่านี้ดูว่า คุณมองเห็นตัวเลขอะไรบ้าง
1. แผ่นภาพสาธิต (เลข 12)
ข้อควรรู้: แผ่นแรกของแบบทดสอบเป็นแผ่นสาธิต (เลข12) และเป็นเลขที่ผู้เห็นสีปกติหรือตาบอดสีทุกประเภทจะต้องเห็นเหมือนกัน เพื่อทดสอบความเข้าใจของผู้รับการตรวจ
2. แผ่นภาพทดสอบการแยกสีแดง-เขียว
คนตาปกติ: จะมองเห็นเป็น เลข 8
คนตาบอดสี: ผู้ที่มีความบกพร่องในการรับสีแดงหรือเขียว จะมองเห็นเป็น เลข 3
3. แผ่นภาพทดสอบความต่างของสี (Color Contrast)
คนตาปกติ: จะมองเห็น เลข 16 อย่างชัดเจน เพราะสามารถแยกตัวเลขสีม่วงชมพูออกจากพื้นหลังสีเขียวได้
คนตาบอดสี: จะมองเห็นตัวเลขและพื้นหลังกลืนเป็นโทนสีเดียวกัน (เช่น อมเหลืองหรือเทา) ทำให้ไม่สามารถอ่านตัวเลขได้
4. แผ่นภาพซ่อนตัวเลข
คนตาปกติ: จะมองไม่เห็นตัวเลขใด ๆ ในแผ่นนี้
คนตาบอดสี: สมองจะพยายามจับกลุ่มสีที่ผิดเพี้ยน ทำให้มองเห็นเป็น เลข 45
5. แผ่นภาพจำแนกประเภท (Diagnostic Plate - เลข 26)
แผ่นนี้ถือเป็นทีเด็ดสำคัญของ Ishihara เพราะสามารถระบุได้ว่าคุณบอดสีชนิดใด
คนตาปกติ: มองเห็น 26 (แยกสีม่วงและชมพู/แดง ออกจากพื้นหลังสีเขียวได้)
ตาบอดสีแดง (Protan): มองเห็นแค่ เลข 6 (สีม่วงของเลข 2 จะกลืนไปกับพื้นหลัง)
ตาบอดสีเขียว (Deutan): มองเห็นแค่ เลข 2 (สีแดง/ชมพูของเลข 6 จะกลืนไปกับพื้นหลัง)
ถ้ามองไม่เห็นเลข แปลว่าเป็นอะไร? (Diagnosis)
การแบ่งประเภทของตาบอดสี (Color Blindness) สามารถแบ่งได้ตามกลุ่มสีและความรุนแรงของอาการ โดยหลัก ๆ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่
1. ตาบอดสีแดง-เขียว (Red-Green Color Blindness)
เป็นประเภทที่พบได้บ่อยที่สุด เกิดจากความบกพร่องของเซลล์รูปกรวยสีแดงหรือสีเขียว แบ่งย่อยเป็น 4 ชนิด
- Protanomaly: เซลล์รับสีแดงบกพร่อง ทำให้เห็นสีแดงเป็นสีคล้ำหรือซีดลง
- Protanopia: เซลล์รับสีแดงหายไป ไม่เห็นสีแดงเลย (มักเห็นเป็นสีเทาหรือน้ำตาล)
- Deuteranomaly: เซลล์รับสีเขียวบกพร่อง (พบมากที่สุดในคนไทย) ทำให้แยกแยะสีเขียวและแดงได้ยาก
- Deuteranopia: เซลล์รับสีเขียวหายไป ไม่เห็นสีเขียวเลย
2. ตาบอดสีน้ำเงิน-เหลือง (Blue-Yellow Color Blindness)
พบได้น้อยกว่ากลุ่มแรกมาก เกิดจากความบกพร่องของเซลล์รูปกรวยสีน้ำเงิน
- Tritanomaly: เห็นสีน้ำเงินเป็นสีเขียว และแยกสีเหลืองกับสีม่วงได้ยาก
- Tritanopia: ไม่เห็นสีน้ำเงินเลย เห็นเป็นสีเขียวหรือเทาแทน
3. ตาบอดสีทุกสี (Total Color Blindness / Monochromacy)
พบได้ยากที่สุด ผู้ป่วยจะมองเห็นโลกเป็น สีขาว-เทา-ดำ เหมือนดูหนังย้อนยุค และมักมีปัญหาเรื่องความคมชัดของการมองเห็นหรือสู้แสงไม่ได้ (Achromatopsia)
ความจริงของการ "รักษา" ตาบอดสี (Fact Check)
ในปัจจุบัน ตาบอดสีที่เกิดจากพันธุกรรมยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เนื่องจากเป็นความผิดปกติในระดับยีนที่ส่งผลต่อเซลล์รับแสงในจอประสาทตามาตั้งแต่กำเนิด สามารถประเภทแยกได้ดังนี้
1.กรณีเกิดจากพันธุกรรม (เป็นส่วนใหญ่)
หากเกิดจากพันธุกรรมจะไม่สามารถรักษาไม่ได้ ไม่มีการผ่าตัดหรือยาที่ช่วยสร้างเซลล์รับแสงสีใหม่ขึ้นมาได้ แนวทางการช่วยเหลือคือใช้เครื่องมือช่วย เช่น แว่นตาหรือ คอนแทคเลนส์สำหรับตาบอดสี เพื่อช่วยแยกแยะสีในการใช้ชีวิตประจำวัน
2.กรณีที่ไม่ได้เกิดจากพันธุกรรม (Acquired Color Blindness)
อาจรักษาได้หรือดีขึ้น หากตาบอดสีเกิดจากปัจจัยอื่น เช่น ผลข้างเคียงจากยา, โรคต้อกระจก, โรคเบาหวานขึ้นตา หรือความผิดปกติของประสาทตา หากรักษาที่ต้นเหตุ อาจทำให้การมองเห็นสีกลับมาดีขึ้นหรือเป็นปกติได้
โดยมีแว่นตาสำหรับคนตาบอดสีทำงานโดยใช้เทคโนโลยีตัวกรองแสงแบบพิเศษที่เรียกว่า "Notch Filter" เพื่อแยกสัญญาณสีที่ทับซ้อนกันในดวงตาของผู้ที่มีภาวะตาบอดสี ช่วยให้เขามองเห็นความแตกต่างของสีและเห็นสีสันที่สดใสขึ้นได้
หลักการทำงานคือ โดยปกติแล้ว ตาบอดสีประเภทที่พบบ่อยที่สุด (แดง-เขียว) เกิดจากเซลล์รูปกรวยรับแสงสีแดงและสีเขียวมีช่วงการรับแสงที่ "ทับซ้อนกันมากเกินไป" ทำให้สมองสับสนและแยกแยะสีไม่ออก
- การกรองแสงช่วงที่สับสน: เลนส์จะเลือกกรองหรือตัดความยาวคลื่นแสงเฉพาะจุดที่เกิดการทับซ้อนกันนั้นออกไป มักอยู่ในช่วง 530-560 นาโนเมตร
- สร้างความต่าง: เพิ่ม Contrast เมื่อตัดแสงช่วงที่สร้างความสับสนออกไป จะทำให้สัญญาณสีแดงและสีเขียวที่ส่งไปยังสมองมีความชัดเจนและแยกจากกันมากขึ้น
- ผลลัพธ์ที่ได้: ผู้สวมใส่จะมองเห็นสีสันได้หลากหลายเฉดขึ้น สีดูสดใส (Vibrant) และสามารถแยกแยะสีที่เคยสับสน เช่น แดงกับเขียว หรือม่วงกับน้ำเงินได้ดีขึ้น
ข้อจำกัดที่ควรทราบ
- ไม่ใช่การรักษา: แว่นนี้เป็นเพียงอุปกรณ์ช่วยในการมองเห็นเท่านั้น ไม่ได้ทำให้ตาบอดสีหายขาด
- ไม่ได้ผลกับทุกคน: แว่นถูกออกแบบมาสำหรับคนที่มีภาวะ ตาบอดสีบางส่วน (Anomalous Trichromacy) เช่น ชนิด Deuteranomaly หรือ Protanomaly แต่จะได้ผลน้อยมากหรือไม่เห็นผลเลยในกลุ่มที่บอดสีรุนแรงจนขาดเซลล์รับสีชนิดใดชนิดหนึ่งไปเลย (Dichromacy)
- ไม่ช่วยในการสอบ: ผู้ผลิตระบุว่าแว่นนี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อให้ใส่เพื่อผ่านการทดสอบตาบอดสี (เช่น Ishihara) เพื่อใช้ในการสมัครงาน
- ต้องการแสงสว่าง: แว่นจะทำงานได้ดีที่สุดในสภาพแสงธรรมชาติหรือแสงที่มีสเปกตรัมครบถ้วน
ผลกระทบต่อชีวิตจริง: ใบขับขี่และอาชีพ
การสอบใบขับขี่สำหรับคนที่ตาบอดสี ตามประกาศของ กรมการขนส่งทางบกจะมีการทดสอบเพื่อให้มั่นใจว่าผู้ขับขี่สามารถ แยกแยะสัญญาณไฟจราจร (แดง เหลือง เขียว) ได้อย่างถูกต้อง เพื่อความปลอดภัยของทั้งตัวคุณเองและผู้ร่วมทางคนอื่น ๆ
เกณฑ์การทดสอบที่ขนส่ง
การทดสอบที่กรมการขนส่งทางบกมักจะไม่ใช้แผ่น Ishihara ที่มีตัวเลขซ้อนกันเยอะ ๆแต่จะใช้เครื่องทดสอบตาบอดสีที่เป็นไฟจำลอง ผู้ที่มีอาการตาบอดสีสามารถสอบใบขับขี่ได้ หากสามารถแยกแยะความแตกต่างของสีสัญญาณไฟจราจรพื้นฐานได้ตามเกณฑ์ โดยกรมการขนส่งทางบกจะทดสอบในขั้นตอนการทดสอบสมรรถภาพร่างกาย
- เจ้าหน้าที่จะแสดงไฟสี แดง เหลือง หรือเขียว
- คุณต้องตอบให้ถูกว่าไฟที่เห็นคือสีอะไร ต้องอ่านสีตามที่เจ้าหน้าที่กำหนดให้ถูกต้อง 2 ใน 3 ครั้ง ของแต่ละสี จึงจะถือว่าผ่านการทดสอบ
- มักจะทดสอบในระยะประมาณ 3 เมตร และต้องตอบให้ถูกทั้งหมดหรือตามเกณฑ์ที่กำหนด
ถ้าไม่ผ่านทำอย่างไร?
- ขอทดสอบใหม่: หากครั้งแรกตอบผิดเนื่องจากความตื่นเต้น โดยปกติเจ้าหน้าที่จะให้โอกาสพักและทดสอบซ้ำอีกครั้ง
- ใบรับรองแพทย์: ในบางกรณีที่ก้ำกึ่ง อาจต้องใช้ใบรับรองแพทย์จากจักษุแพทย์เพื่อยืนยันว่าภาวะตาบอดสีของคุณไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการขับขี่
- หากตาบอดสีรุนแรง: หากไม่สามารถแยกแยะสีไฟจราจรได้เลย (เช่น เห็นไฟแดงและเขียวเป็นสีเดียวกัน) กรมการขนส่งทางบกอาจ ไม่ออกใบอนุญาตขับขี่ให้ เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงในการเกิดอุบัติเหตุ
อาชีพที่จำกัดสิทธิ์สำหรับคนตาบอดสี
มักจะเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับ ความปลอดภัยสาธารณะ หรือต้องใช้ การแยกแยะสีอย่างแม่นยำ เพื่อการทำงานที่ถูกต้อง โดยแบ่งเป็นกลุ่มหลัก ๆ ดังนี้
1. กลุ่มด้านการคมนาคมและขนส่ง เป็นกลุ่มที่มีความเข้มงวดสูงที่สุด เพราะต้องมองเห็นสัญญาณไฟและสัญลักษณ์ต่าง ๆ
- นักบิน (Pilot): ต้องแยกแยะไฟสัญญาณบนรันเวย์และหน้าปัดในห้องนักบิน สถาบันเวชศาสตร์การบิน
- เจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศ (ATC): ต้องใช้สีในการคัดกรองข้อมูลบนหน้าจอเรดาร์
- พนักงานขับรถไฟ / รถไฟฟ้า: ต้องใช้สีเพื่อดูสัญญาณไฟเดินรถ
- คนประจำเรือ / กัปตันเรือ: ต้องใช้สีในการแยกป้ายและสัญญาณไฟเดินเรือในเวลากลางคืน
2. กลุ่มความปลอดภัยและกฎหมาย
- ทหาร/ตำรวจ: โดยเฉพาะหน่วยงานที่ต้องใช้การแยกแยะสีในภาคสนาม เช่น การดูแผนที่ หรือการระบุบุคคล/วัตถุตามสี (บางเหล่าทัพหรือบางสายงานอาจมีการผ่อนปรนแต่ส่วนใหญ่จะถูกจำกัด)
- พนักงานดับเพลิง: ต้องใช้สีในการระบุสารเคมีหรือสัญลักษณ์อันตราย
3. กลุ่มสายวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม
- วิศวกรไฟฟ้า / ช่างไฟฟ้า: เป็นกลุ่มที่สำคัญมาก เพราะต้องแยกแยะสีของสายไฟเพื่อป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร
- เภสัชกร / นักวิจัย: ต้องใช้สีในการระบุชนิดของยา หรือการสังเกตการเปลี่ยนแปลงสีของสารเคมีในห้องแล็บ
- แพทย์ (บางสาขา): เช่น ศัลยแพทย์ หรือหมอเฉพาะทางที่ต้องวินิจฉัยจากสีของอวัยวะและเนื้อเยื่อ
4. กลุ่มงานด้านศิลปะและการออกแบบ กลุ่มนี้ ไม่ใช่ข้อห้ามทางกฎหมาย แต่เป็นข้อจำกัดทางวิชาชีพที่อาจทำให้ทำงานได้ยากขึ้น
- กราฟิกดีไซน์เนอร์ / จิตรกร: หากไม่สามารถแยกแยะเฉดสีได้แม่นยำ อาจส่งผลต่อผลงาน
- ช่างภาพ / ช่างตัดต่อวิดีโอ: โดยเฉพาะงานที่ต้องทำ Color Grading
ทำไมควรมาตรวจละเอียดที่คลินิก? (Why Full Exam?)
การตรวจตาบอดสีแบบออนไลน์จากหน้าจอ อาจทำให้ความแม่นยำนั้นลดลงได้ เนื่องจาก
- การตรวจจากเล่มจริง: เป็นการมองเห็นผ่าน "การสะท้อนของแสง" โดยใช้เม็ดสี (Pigment) ที่พิมพ์ลงบนกระดาษชนิดพิเศษ ซึ่งเป็นค่าสีมาตรฐานที่จักษุแพทย์ยอมรับ
- การตรวจจากจอคอมพิวเตอร์: เป็นการมองเห็นผ่าน "การเปล่งแสง" ของพิกเซล (RGB) ซึ่งสีที่ปรากฏจะขึ้นอยู่กับการตั้งค่าหน้าจอของเครื่องนั้น ๆ สีจะเพี้ยนไปตาม ยี่ห้อจอ, ความสว่าง, ความต่างสี, และอุณหภูมิสี ทำให้ผลตรวจคลาดเคลื่อนได้ง่าย
สรุป
ตาบอดสี ไม่ใช่ความบกพร่องที่ร้ายแรงแต่เป็นความแตกต่างในการมองเห็นสี ช่วยให้เราเข้าใจและรับมือกับมันได้ หากได้รับการตรวจคัดกรองตั้งแต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะในช่วงวัยเรียนจะช่วยลดผลกระทบทางจิตใจและช่วยในการวางแผนอนาคตได้ดีมาก เป็นการเตรียมความพร้อมการดำเนินชีวิตเพิ่มความปลอดภัยในการใช้รถในถนน และการเลือกเส้นทางอาชีพได้ดีมากยิ่งขึ้น
หากต้องการตรวจตาบอดสี ตรวจสายตา หรือปรึกษาปัญหาการมองเห็น สามารถติดต่อ Opticland ได้ผ่านช่องทางดังนี้
- โทร: 02 259 9158
- LINE Official: https://line.me/R/ti/p/@OPTICLAND?from=page&openQrModal=true&searchId=OPTICLAND
- Facebook: https://www.facebook.com/Opticland29/












